คำนวณต้นทุนงานปักต่อชิ้นอย่างไร ก่อนตัดสินใจลงทุนเครื่องจักรปัก
การลงทุนเครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์ ไม่ได้เริ่มจากการตัดสินใจว่าจะเลือกเครื่องรุ่นจำนวนกี่หัว แต่เริ่มจากการรู้ต้นทุนงานปักต่อชิ้นของธุรกิจตนเอง ทั้งค่าวัสดุ ค่าแรง ระยะเวลาผลิต จำนวนฝีเข็ม และต้นทุนจากงานเสีย เพราะแม้แต่ละธุรกิจจะมียอดงานใกล้เคียงกัน แต่ต้นทุนและรูปแบบการผลิตอาจแตกต่างกัน การคำนวณต้นทุนให้ชัดเจนจึงช่วยให้ประเมินได้ว่า การผลิตงานปักด้วยตนเองจะช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังการผลิต และสร้างความคุ้มค่าได้
บริษัท ฮ่องกง สินเจริญ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ HK Intertrade ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย เครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์ซินซิม (SINSIM) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จึงขอพาผู้ประกอบการมาทำความเข้าใจวิธีการคำนวณต้นทุนงานปักต่อชิ้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนลงทุน และช่วยให้สามารถเลือกเครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับปริมาณงาน รูปแบบการผลิต และเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
ทำไมต้องรู้ต้นทุนงานปักต่อชิ้นก่อนลงทุน
ผู้ประกอบการหลายรายประเมินความคุ้มค่าจากยอดขายหรือจำนวนออร์เดอร์เพียงอย่างเดียว แต่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นเสมอไป หากยังไม่ทราบต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละชิ้นงาน การรู้ต้นทุนงานปักต่อชิ้นจะช่วยให้ธุรกิจสามารถ
- ตั้งราคาขายได้เหมาะสม
- รู้กำไรจริงของแต่ละออร์เดอร์
- เปรียบเทียบต้นทุนระหว่างการส่งปักกับการผลิตเอง
- ประเมินจำนวนงานขั้นต่ำที่ต้องผลิตในแต่ละเดือน
- เลือกจำนวนหัวเครื่องให้เหมาะกับปริมาณงาน
- วางแผนระยะเวลาคืนทุนได้ชัดเจนขึ้น
- ลดความเสี่ยงจากการลงทุนเกินความจำเป็น
ก่อนลงทุนจึงควรเก็บข้อมูลจากงานจริงอย่างน้อย 1-–3 เดือน เพื่อให้เห็นทั้งปริมาณงานเฉลี่ย ช่วงที่งานมาก และช่วงที่งานลดลง
ต้นทุนงานปักต่อชิ้นประกอบด้วยอะไรบ้าง
การคำนวณต้นทุนไม่ควรนับเฉพาะค่าด้ายหรือค่าแรง แต่ต้องรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตทั้งหมด
1. ต้นทุนวัสดุที่ใช้ในการปัก
ต้นทุนส่วนนี้เปลี่ยนแปลงตามขนาดลาย จำนวนฝีเข็ม จำนวนสี และชนิดของผ้า ประกอบด้วย
- ด้ายปัก
- ด้ายล่าง
- ผ้ารองปัก
- กาวสเปรย์หรือวัสดุช่วยยึด
- เข็มปัก
- วัสดุเสริมสำหรับงานเฉพาะประเภท
- บรรจุภัณฑ์ที่ใช้หลังผลิต
งานลายใหญ่และมีจำนวนฝีเข็มสูงจะใช้ด้ายมากกว่างานปักชื่อหรืองานโลโก้ขนาดเล็ก ส่วนผ้าบาง ผ้ายืด หรือวัสดุที่มีความหนา อาจต้องใช้ผ้ารองและวิธีเตรียมงานแตกต่างกัน
2. ค่าแรงในการผลิต
ค่าแรงไม่ได้มีเพียงเวลาที่เครื่องกำลังปัก แต่ต้องรวมเวลาของทุกขั้นตอน เช่น
- ตรวจสอบไฟล์ลายปัก
- เตรียมผ้าและวัสดุ
- ขึงสะดึง
- ตั้งค่าเครื่องและเปลี่ยนสีด้าย
- ควบคุมเครื่องจักรระหว่างผลิต
- ตัดด้ายและเก็บรายละเอียด
- ตรวจสอบคุณภาพ
- แพ็กและจัดเตรียมงานส่งมอบ
หากพนักงานหนึ่งคนสามารถดูแลเครื่องหลายหัวหรือหลายเครื่องพร้อมกัน ค่าแรงเฉลี่ยต่อชิ้นก็มีโอกาสลดลงเมื่อปริมาณงานเพิ่มขึ้น
3. ค่าใช้จ่ายในการตีลายปัก
ไฟล์ภาพทั่วไปยังไม่สามารถนำเข้าเครื่องจักรปักได้ทันที จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตีลาย เพื่อกำหนดทิศทางฝีเข็ม ความหนาแน่น ลำดับสี และรายละเอียดต่าง ๆ
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจเกิดจาก
- ค่าจ้างตีลายจากภายนอก
- เงินเดือนพนักงานตีลาย
- ค่าโปรแกรมตีลาย (ซึ่งทางเครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์ SINSIM แถมให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
- เวลาในการทดลองและปรับแก้ไฟล์
สำหรับลายที่นำกลับมาใช้ซ้ำหลายครั้ง สามารถเฉลี่ยค่าตีลายตามจำนวนชิ้นที่ผลิตได้ แต่หากเป็นงานเฉพาะบุคคลหรือเปลี่ยนลายบ่อย ต้นทุนส่วนนี้จะสูงขึ้น
4. ค่าไฟฟ้า
ค่าไฟของเครื่องจักรต่อชิ้นอาจไม่สูงเมื่อเทียบกับต้นทุนส่วนอื่น แต่ควรรวมไว้เพื่อให้เห็นต้นทุนการผลิตที่ใกล้เคียงความจริง วิธีคำนวณเบื้องต้นคือ
ค่าไฟต่อชั่วโมง = กำลังไฟของเครื่อง × จำนวนชั่วโมงใช้งาน × ค่าไฟต่อหน่วย
จากนั้นนำค่าไฟรวมในรอบการผลิต หารด้วยจำนวนชิ้นงานที่ผลิตได้จริง นอกจากตัวเครื่องแล้ว ควรรวมค่าไฟของคอมพิวเตอร์ ระบบแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ผลิตด้วย หากต้องการวิเคราะห์ต้นทุนอย่างละเอียด
5. ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์
เครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์เป็นสินทรัพย์ที่ใช้งานได้หลายปี จึงควรกระจายมูลค่าการลงทุนออกเป็นต้นทุนตามระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้งาน
สูตรอย่างง่ายคือ
ค่าเสื่อมราคาต่อเดือน = (ราคาเครื่องจักร − มูลค่าคงเหลือ) ÷ จำนวนเดือนที่คาดว่าจะใช้งาน
จากนั้นคำนวณเป็นรายชิ้น
ค่าเสื่อมราคาต่อชิ้น = ค่าเสื่อมราคาต่อเดือน ÷ จำนวนชิ้นที่ผลิตได้ต่อเดือน
ยิ่งเครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องและมีงานรองรับเพียงพอ ค่าเสื่อมราคาเฉลี่ยต่อชิ้นก็จะลดลง
6. ค่าบำรุงรักษาและค่าอะไหล่
เครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์ต้องมีการดูแลตามระยะ เพื่อรักษาความเสถียรและคุณภาพของงาน ต้นทุนส่วนนี้ประกอบด้วย
- ค่าตรวจเช็กและบำรุงรักษา
- น้ำมันหล่อลื่น
- เข็มและอะไหล่สิ้นเปลือง
- ค่าอะไหล่ตามอายุการใช้งาน
- ค่าเดินทางหรือค่าบริการของช่าง หากมี
สามารถใช้ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษารายปี หารเป็นรายเดือน แล้วเฉลี่ยตามจำนวนชิ้นที่ผลิตได้
7. ต้นทุนจากงานเสียและงานแก้
งานเสียเป็นต้นทุนที่มักถูกมองข้าม แต่ส่งผลต่อกำไรโดยตรง เพราะอาจต้องเสียทั้งตัวสินค้า วัสดุปัก ค่าแรง และเวลาผลิตซ้ำ
สาเหตุที่พบได้ เช่น
- ไฟล์ลายปักไม่เหมาะกับเนื้อผ้า
- ตั้งค่าความตึงด้ายไม่เหมาะสม
- ขึงสะดึงไม่ได้ระดับ
- ด้ายขาดระหว่างการผลิต
- ตำแหน่งงานปักคลาดเคลื่อน
- สีด้ายหรือรายละเอียดไม่ตรงตามแบบ
ต้นทุนงานเสียสามารถคำนวณได้จาก
อัตรางานเสีย = จำนวนชิ้นงานเสีย ÷ จำนวนชิ้นที่ผลิตทั้งหมด × 100
จากนั้นนำมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยมารวมกับต้นทุนการผลิตในแต่ละเดือน
8. ค่าใช้จ่ายทางอ้อม
ค่าใช้จ่ายทางอ้อมเป็นต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับชิ้นงานใดชิ้นงานหนึ่งโดยตรง แต่จำเป็นต่อการดำเนินงาน เช่น
- ค่าเช่าพื้นที่
- เงินเดือนฝ่ายควบคุมการผลิต
- ค่าระบบบริหารจัดการ
- ค่าอินเทอร์เน็ต
- ค่าทำความสะอาดและดูแลพื้นที่
- ค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัย
- ดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายทางการเงิน
ธุรกิจสามารถกำหนดวิธีเฉลี่ยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ตามจำนวนชิ้น ชั่วโมงการผลิต หรือสัดส่วนรายได้ของแผนกงานปัก
สูตรคำนวณต้นทุนงานปักต่อชิ้น
สามารถใช้สูตรเบื้องต้นดังนี้
ต้นทุนงานปักต่อชิ้น = ต้นทุนวัสดุ + ค่าแรง + ค่าตีลายเฉลี่ย + ค่าไฟ + ค่าเสื่อมราคา + ค่าบำรุงรักษา + ต้นทุนงานเสีย + ค่าใช้จ่ายทางอ้อม
ตัวเลขที่ได้จะเป็น ต้นทุนการผลิต ยังไม่ใช่ราคาขาย ธุรกิจต้องบวกกำไร ภาษี ค่าการตลาด ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นตามรูปแบบการขายของตนเอง
ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนงานปักต่อชิ้น
สมมติว่าธุรกิจผลิตงานปักโลโก้จำนวน 1,000 ชิ้นต่อเดือน โดยมีค่าใช้จ่ายดังนี้
รายการ | ค่าใช้จ่ายต่อเดือน | ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น |
ด้ายและวัสดุรองปัก | 5,000 บาท | 5.00 บาท |
ค่าแรงฝ่ายผลิต | 15,000 บาท | 15.00 บาท |
ค่าตีลายเฉลี่ย | 2,000 บาท | 2.00 บาท |
ค่าไฟฟ้า | 1,500 บาท | 1.50 บาท |
ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร | 8,000 บาท | 8.00 บาท |
ค่าบำรุงรักษาเฉลี่ย | 1,500 บาท | 1.50 บาท |
ต้นทุนงานเสียและงานแก้ | 2,000 บาท | 2.00 บาท |
ค่าใช้จ่ายทางอ้อม | 5,000 บาท | 5.00 บาท |
รวม | 40,000 บาท | 40.00 บาท |
จากตัวอย่างนี้ ต้นทุนงานปักเฉลี่ยเท่ากับ 40 บาทต่อชิ้น
ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างสมมติ ต้นทุนจริงของแต่ละธุรกิจจะแตกต่างกันตามขนาดลาย จำนวนฝีเข็ม ชนิดสินค้า จำนวนหัวเครื่อง ชั่วโมงการทำงาน และประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต
จำนวนฝีเข็มส่งผลต่อต้นทุนอย่างไร
งานปักสองชิ้นที่มีขนาดใกล้เคียงกันอาจมีต้นทุนต่างกันมาก หากจำนวนฝีเข็มและความซับซ้อนของลายไม่เท่ากัน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อเวลาและต้นทุน ได้แก่
- จำนวนฝีเข็มทั้งหมด
- จำนวนครั้งที่เปลี่ยนสี
- จำนวนครั้งที่เครื่องตัดด้าย
- ขนาดและตำแหน่งของลาย
- ความละเอียดของรายละเอียด
- ชนิดและความหนาของวัสดุ
- จำนวนชิ้นที่สามารถปักพร้อมกัน
- ความเร็วที่ใช้งานได้จริงโดยยังรักษาคุณภาพ
การประเมินต้นทุนจากขนาดลายเพียงอย่างเดียวจึงอาจทำให้ตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุน โดยเฉพาะงานขนาดเล็กที่มีรายละเอียดมากและต้องเปลี่ยนสีหลายครั้ง
เปรียบเทียบต้นทุน ส่งปัก กับ ผลิตเอง อย่างไร
ก่อนลงทุนควรแยกการเปรียบเทียบออกเป็นสองส่วน
ต้นทุนของการส่งปัก
นอกจากราคาที่โรงงานเสนอ ควรรวมค่าใช้จ่ายต่อไปนี้ด้วย
- ค่าขนส่งไปและกลับ
- ค่าตัวอย่างและค่าแก้งาน
- ค่าใช้จ่ายจากจำนวนสั่งขั้นต่ำ
- ค่าเสียโอกาสจากงานเร่งที่รับไม่ได้
- ต้นทุนจากการส่งมอบล่าช้า
- เวลาที่ใช้ประสานงานและตรวจสอบงาน
ต้นทุนของการผลิตเอง
ควรรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของการเป็นเจ้าของเครื่อง ได้แก่
- เงินลงทุนหรือค่างวดเครื่องจักร
- ค่าแรงผู้ควบคุมเครื่อง
- วัสดุและค่าไฟ
- ค่าตีลาย
- ค่าพื้นที่
- ค่าบำรุงรักษา
- ต้นทุนงานเสีย
- ค่าเสื่อมราคา
จากนั้นคำนวณส่วนต่างต่อชิ้น
เงินที่ประหยัดได้ต่อชิ้น = ต้นทุนส่งปักต่อชิ้น − ต้นทุนผลิตเองต่อชิ้น
หากการส่งปักมีต้นทุนรวม 65 บาทต่อชิ้น และการผลิตเองมีต้นทุน 40 บาทต่อชิ้น ธุรกิจจะมีส่วนต่าง 25 บาทต่อชิ้น ก่อนนำไปหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือคิดเป็นผลตอบแทนจากการลงทุน
คำนวณจุดคุ้มทุนเบื้องต้น
เมื่อทราบเงินที่ประหยัดได้ต่อชิ้นแล้ว สามารถประมาณจำนวนชิ้นที่ต้องผลิตเพื่อชดเชยเงินลงทุนได้
จำนวนชิ้นถึงจุดคุ้มทุน = เงินลงทุนทั้งหมด ÷ เงินที่ประหยัดหรือกำไรเพิ่มต่อชิ้น
ตัวอย่างสมมติ
- เงินลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ 600,000 บาท
- ประหยัดต้นทุนได้ 25 บาทต่อชิ้น
- ผลิตเฉลี่ย 2,000 ชิ้นต่อเดือน
จำนวนชิ้นถึงจุดคุ้มทุน
600,000 ÷ 25 = 24,000 ชิ้น
ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ
24,000 ÷ 2,000 = 12 เดือน
การคำนวณนี้เป็นแบบเบื้องต้น และตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ายอดงาน ต้นทุน และกำลังการผลิตคงที่ ในการวางแผนจริงควรเผื่อช่วงที่งานลดลง เวลาหยุดเครื่อง งานเสีย และเงินทุนหมุนเวียนด้วย
ต้นทุนต่อชิ้นจะลดลงเมื่อผลิตงานมากขึ้นเสมอจริงไหม?
การเพิ่มจำนวนการผลิตช่วยกระจายค่าเสื่อมราคา ค่าเช่าพื้นที่ และค่าใช้จ่ายคงที่ออกไปได้มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนจะลดลงโดยอัตโนมัติ
หากรับงานมากขึ้นแต่เกิดปัญหาเหล่านี้ ต้นทุนอาจสูงขึ้นแทน
- เครื่องทำงานไม่ต่อเนื่อง
- วางแผนคิวงานไม่เหมาะสม
- เปลี่ยนลายและเปลี่ยนสีบ่อยเกินไป
- พนักงานต้องทำงานล่วงเวลา
- งานเสียและงานแก้เพิ่มขึ้น
- มีเครื่องหลายหัวแต่ใช้งานไม่เต็มกำลัง
- ส่งมอบล่าช้าจนเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเพิ่ม จำนวนชิ้นงานที่ผ่านคุณภาพ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนชิ้นที่เครื่องเริ่มผลิต
ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนเลือกเครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์
ก่อนปรึกษาเรื่องรุ่นและจำนวนหัวเครื่อง ควรเตรียมข้อมูลดังต่อไปนี้
- จำนวนงานปักเฉลี่ยต่อเดือน
- ประเภทสินค้าที่ผลิตเป็นหลัก
- ขนาดลายและจำนวนฝีเข็มเฉลี่ย
- จำนวนสีที่ใช้ในแต่ละลาย
- ระยะเวลาส่งมอบที่ลูกค้าต้องการ
- ต้นทุนการส่งปักในปัจจุบัน
- อัตรางานเสียและงานแก้
- งบประมาณและรูปแบบการลงทุน
- พื้นที่ติดตั้งและระบบไฟฟ้า
- แผนการเพิ่มยอดงานในอนาคต
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ประเมินได้ว่า ธุรกิจเหมาะกับเครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์หัวเดียวหรือเครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์หลายหัว และช่วยลดความเสี่ยงจากการเลือกเครื่องที่มีกำลังผลิตมากหรือน้อยเกินไป
เครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์ซินซิม (SINSIM) ช่วยบริหารต้นทุนอย่างไร
เครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์ซินซิม (SINSIM) มีรุ่นให้เลือกตั้งแต่เครื่องสำหรับเริ่มต้นธุรกิจ ไปจนถึงเครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์หลายหัวสำหรับโรงงานที่ต้องการผลิตงานจำนวนมาก การเลือกเครื่องให้เหมาะกับยอดงาน จะช่วยให้ธุรกิจบริหารต้นทุนได้หลายด้าน เช่น
- เพิ่มจำนวนชิ้นงานที่ผลิตได้ในแต่ละรอบ
- รักษาคุณภาพงานให้สม่ำเสมอ
- ลดระยะเวลารอคิวจากการส่งผลิตภายนอก
- ควบคุมลำดับงานและกำหนดส่งได้ด้วยตนเอง
- รองรับงานเร่งและงานตัวอย่างได้คล่องตัวขึ้น
- ลดต้นทุนต่อชิ้นเมื่อมีปริมาณงานรองรับเพียงพอ
- วางแผนขยายกำลังผลิตได้ตามการเติบโตของธุรกิจ
นอกจากประสิทธิภาพของเครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์แล้ว การติดตั้ง การสอนใช้งาน ความพร้อมของอะไหล่ และบริการหลังการขายก็มีผลต่อต้นทุนเช่นกัน เพราะทุกชั่วโมงที่เครื่องหยุดทำงานอาจหมายถึงรายได้และโอกาสทางธุรกิจที่หายไป
สรุป
การคำนวณต้นทุนงานปักต่อชิ้น ช่วยให้ธุรกิจประเมินความคุ้มค่าก่อนลงทุนได้ชัดเจนขึ้น ทั้งด้านต้นทุน กำลังผลิต และผลตอบแทน เครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมจึงไม่จำเป็นต้องมีจำนวนหัวมากที่สุด แต่ต้องสอดคล้องกับประเภทงานและปริมาณออร์เดอร์ หากยังไม่แน่ใจ สามารถนำข้อมูลยอดงานและต้นทุนปัจจุบันมาปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกเครื่องจักรปักคอมพิวเตอร์ซินซิม (SINSIM) ให้เหมาะกับธุรกิจได้




